เจียงฮุ่ง : เมิงไต ที่โลกลืม
เมิงแห่งสายน้ำและนกยูง
" ข้าฯอยู่ต้นแม่น้ำ….ส่วนท่านอยู่ปลายลำน้ำ เมื่อเป็นสายน้ำเดียวกันที่เราต่างใช้ชีวิตบนสายน้ำเดียวกันมาตลอด ต่าง อาบ ดื่ม กิน กันมานับแต่บรรพชน…มิตรภาพบนสายน้ำนี้ไหนเลยจะสามารถที่จะแยกจากกันได้ "
การแสดงบางช่วงของการถ่ายทอดจินตนาการและจิตวิญญาณออกมาเป็นการแสดงที่งดงามของนักแสดงคนไทสิบสองปันนา ที่โรงละครพาราณสี เมืองเชียงรุ้ง หรือจิ่งหง มณฑลยูนนาน ได้แสดงถึงความงดงามแห่งวิถีชีวิตของคนไทแห่งลุ่มน้ำโขง หรือหลานชาง หรือลานช้าง…..เป็นการบอกเล่าเรื่องราวในหลายๆเรื่อง อาทิ ตำนานแห่งพระสุธน และนางมโนราห์….ตำนานเมืองแห่งสายน้ำ และนกยูงที่สง่างามได้ถ่ายทอดออกมาจากชนรุ่นหลัง….สู่สายตาของผู้มาเยือน..ในแนวแฟนตาซีและโรแมนติก
เสียงปี่น้ำเต้า(ทำจากน้ำเต้า) ดังไพเราะคลอกับเสียงเพลง ของชนชาติไท….ที่ขับร้องได้อย่างไพเราะของนักร้อง….สร้างความสุนทรีที่ชวนฝัน…
พระจันทร์ที่ส่องสว่างกลางฟากฟ้า….นางผู้อยู่ในโลกแห่งความไฝ่ฝัน….จินตนาการแห่งความงามความรักที่โลดแล่นไปถึงนางผู้อยู่ในดวงฤทัย….โบยบินไปในดินแดนแสนไกลสุดขอบฟ้า…
ขณะเดียวกัน ที่โรงละครแห่งเมืองคุนหมิง ก็มีการแสดงที่ถ่ายทอดออกมาอีกแบบในแนวแบบเรียลลิสติก ที่เป็นวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ….ทั้งในการดำเนินชีวิต…และความรัก
" พระอาทิตย์ ยังมีเวลาหยุดพัก พระจันทร์ก็ยังมีเวลาหยุดพัก แต่ผู้หญิงชนชาติอี๋ ไม่มีแม้แต่วันหยุดพัก "
เป็นฉากหนึ่งที่สะท้อนถึงชีวิตจริงของชนชาติอี๋ ที่มี ความขยัน อดทน ทำงานอย่างหนักในทุกวัน ทุกเวลาของผู้หญิงแห่งชนชาติอี๋….ที่ต้องคอยรับใช้ต่อครอบครัว สามีและทุกคน ให้มีความสุข สดวกสบาย ขณะที่ตนเองต้องทำงานทุกอย่างด้วยความเหนื่อยยาก เพื่อรับใช้พวกเขาเหล่านั้นทุกคนได้มีความสุข…
ฉากแห่งความสุข ความสนุกสนานของเด็กๆ รวมไปถึงความรื่นเริงของชนเผ่าต่างๆ หญิงสาว และชายหนุ่ม ที่เต้นรำกันอย่างร่าเริงเฉลิมฉลองในวันแห่งความสุข
ทั้งหมดก็ต่างล้วนเป็นเรื่องราวที่เป็นจริงแห่งชีวิต….ของผู้คนที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน
บนโลกที่สวยสดงดงามแห่งมิตรภาพ ความงาม ความรัก ที่ถ่ายทอดจากกันและกันนั้น สัมผัสได้ก็เพียงหัวใจ ด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์
แล้วพวกท่านต้องการจะรบราฆ่าฟันกันไปถึงไหน….จึงจะหยุดสันดาบดิบพวกท่านได้..
แล้วเมื่อไหร่พวกท่าน ไท แห่งลุ่มเจ้าพระยาจะหันมาสร้างสรรค์จิตวิญญาณที่งดงามเยี่ยงนี้ให้ดำรงอยู่ชั่วนาตาปีให้กับลูกหลานที่อาศัยอยู่ ….บนสายน้ำเดียวกันสายนี้…
ดุจสายน้ำโขง….ที่ไหลต่อเนื่องไม่เหือดหายในสายสัมพันธ์
“ อยู่ดีกินหวาน”
วันสังขาร ที่เชียงรุ้ง
“ อยู่ดี…กินหวาน ” เสียงทักทายจากชาวไท สิบสองปันนา
พร้อมกับการยกจอกสุรา…ชนแก้ว
“ ต๊อก…ก๊อก ” เสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวนำ
“ เซ่ยเซ่ย….เซ่ยเซ่ยเซ่ย…..เซ่ย ! ” เป็นเสียงที่กล่าวขึ้นเสียงดังอย่างพร้อมเพรียงกัน
พร้อมๆกับชูจอกดื่มอย่างพร้อมกัน…
ประเพณีการดื่มสุรา ของคนไทสิบสองปันนาดังกล่าว…ต๊อก หมายถึงแก้ว….ก๊อก ก็คือเสียงแก้วที่ชน เมื่อกล่าวเป็นภาษาไท ในดินแดนทางใต้เช่นไทเรา ก็หมายถึงชนแก้ว…พร้อมๆกับเปล่งเสียงดังๆพร้อมกันว่า เซ่ยเซ่ย….เซ่ยเซ่ยเซ่ย…..เซ่ย เป็นจังหวะดังเว้นวรรคไว้6คำ ก็คงไม่ต่างจากเรากล่าวคำว่า ไชโย..ไชโย…ไชโย…
เป็นบรรยากาศหนึ่งระหว่างที่นั่งรับประทานอาหาร ที่ร้านไทลื้อแห่งหนึ่งในเมืองเชียงรุ้ง ที่อยู่ใกล้ๆกับสะพานแขวน ของเมืองเชียงรุ้งที่ข้ามแม่น้ำโขงอันไหลผ่านตัวเมือง
ในระหว่างรับประทานอาหารก็มีบรรดาสาวๆในชุดไทลื้อที่สวยงามร่วม 10คน มาตะเวนร้องเพลงให้ฟังที่โต๊ะต่างๆ และเชื้อเชิญให้แขกดื่ม
เสียงใสๆของสาวๆในภาษาไท ลื้อ ที่บางท่อนก็ฟังสำเนียงดูไม่ต่างจากเพลงไทย ก็คงไม่ต่างจากเราฟังเพลงลาวหรือคนลาวฟังเพลงไทยเช่นกัน…แต่บางท่อนต้องตั้งใจฟังจึงจะรู้เรื่องเพราะจะออกสำเนียงเหมือนภาษาเหนือ แต่ศัพท์บางคำอาจจะมีความหมายที่แตกต่างกันไปจากภาษาเหนือของบ้านเรา…..
ข้าฯนั่งคุยกับแม่อุ้ยท่านหนึ่ง กล่าวถึง เมิงก๊อก หมายถึงเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ แม่อุ้ย ภูมิใจที่ชนชาติตนเองมีประเทศกับเขาเหมือนกัน คือประเทศไทย…
ไท สิบสองปันนาเป็นเขตอิสระปกครองตนเองแห่งหนึ่ง ในมณฑลยูนนาน ที่สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันไม่แตกต่างจากไทบ้านเรา….
ข้าฯ เองไม่สงสัยหรอกว่าเวลาไป ภาคอีสาน หรือข้ามไปประเทศลาว เขาก็มีแต่ถามว่า เป็น ไทบ้านได๋….อันเป็นภาษาพูดท้องถิ่นเขา ในลาวเองเขาก็ถามกันเช่นนี้แหละว่า เป็นไทบ้านได๋…ที่หมายถึงว่าท่านเป็นคนไทที่ไหน…ยังไม่มีใครนิยมถามว่าเป็นลาวบ้านได๋…
เมื่อประวัติศาสตร์เราต่างก่อเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน….คือชนชาติไท…แม้ว่าภาษาอังกฤษจะเขียนต่างกัน...แต่นั่นเป็นการออกเสียง
อาหารไทลื้อ จะประกอบไปด้วยผักเป็นหลัก…ก็เนื่องมาจากวัฒนธรรมการบริโภคที่สืบทอดกันมา…ดังนั้นสาวไทลื้อจึงหุ่นดี ข้าฯว่าข้าฯคงไม่คิดไปเองหรอก เมื่อถามเพื่อนร่วมทางก็มีความเห็นเช่นเดียวกันกับข้าฯ….อืม..แต่ว่าข้าฯมิได้ถามสาวๆที่ร่วมทางนะ กลัวความเห็นจะลำเอียงและบิดเบือนความจริงจากความหมั่นไส้ ดังนั้น ข้าฯจึงต้องถามแต่บุรุษแต่ก็เชื่อว่าเป็นจริง
ข้าฯก็ได้แต่นั่งกินข้าวเหนียว กับน้ำพริก และอาหารทอด เช่นไก่และหมูทอด คืออาหารที่ร้านนี้เขาจะเสริฟมาเป็นชุดๆของเขาที่จัดให้…..ข้าฯว่าถ้าเป็นจาวเหนือละก้อคงรำจ้าดนักเน้อ…
เสียงพลุที่จุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง วันปีใหม่ หรือวันสังขาร ( วันสงกรานต์) เป็นการเฉลิมฉลองของเมืองแห่งนี้ ดังต่อเนื่องหลายร้อยลูก….พร้อมๆกับเสียงเพลงวันปีใหม่ดังขึ้น….พลุที่แตกกระจายอย่างสวยสดงดงาม…
ราวกับเรื่องราวแห่งชนชาติไทที่แตกกระเซ็นสายกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆในภูมิภาคแห่งนี้ที่ยังคงไว้แห่งความงดงามในการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพชนไว้…..จากลุ่มน้ำหลานชาง สู่ แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมา แม่น้ำน้ำดำ ปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา
ยังมีเรื่องราวอีกมายมายของชนชาติไทที่จารึกไว้ในมณทลกวางสี กว่า 17 ล้านคน ของไทพวน,ไทจ้วง และอีกกว่า 8แสนคนของคนไทในแคว้นอัสสัมประเทศอินเดีย...
เราต่างก่อเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน...
หลานชาง….ข้าฯจักตอบกับสายน้ำอย่างไรดี…..ข้าฯรู้แต่เพียงว่าข้าฯสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งบรรพชนที่ข้าฯภาคภูมิใจ…
มันยังคงรินร้อยตามสายน้ำแห่งนี้….สายใยไมตรีที่มีมาเนิ่นนานจากอดีตกาล ตราบจนถึงปัจจุบันและอนาคตกาล....ที่จักไม่มีวันลบเลือนหายไปจากใจของผู้คนตลอดกาล...
หมายเหตุ : คัดมาจากที่ได้บันทึกไว้ที่เว็บไซต์ บ้านจอมยุทธ์ ในบล็อกซุนปิน และ ที่ BANNJOMYUT