ไหนๆก็ยังไปไม่ถึงเมืองรุ่ยลี่สักที ข้าฯก็ขอเล่าเรื่องอื่นต่อ...
บิดา ของแม่นางที่ข้าฯกล่าวถึงนั้น ปัจจุบัน ท่านพำนักอยู่ที่อเมริกา ท่านเป็นประธานสมาพันธ์ไทลื้อโลก และเป็นประธานที่ปรึกษาตำรวจของอเมริกาในกิจการอาเชี่ยน ท่านขอลาออกแต่เขาไม่ให้ออก
ส่วนแม่นางนั้น ก็ประกอบธุรกิจด้านอัญมณี ในอเมริกา และนางเองก็เป็นประธานกองทุน ที่รณรงค์หาเงินทุนในการส่งเสริมให้คนสิบสองปันนา ไทย และลาว ไปเรียนต่อจนถึงระดับปริญญาเอก ทั้งที่สำเร็จไปแล้วและกำลังศึกษาอยู่ ก็ประมาณ 70-80 คน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าฯ แนะนำว่าในไทยก็มี สถาบันที่ท่าน ดร.อาจอง ท่านสร้างไว้ที่ลพบุรี เพราะข้าฯเห็นว่าเป็นสเปกที่เขาต้องการคือมีการอบรมประยุกต์ทางด้านศาสนาในการควบคุมความคิดและจริยธรรม สถาบันที่ท่าน ดร.อาจอง ท่านสร้างนั้น มีแท่นบูชาไว้ให้สำหรับทุกศาสนา และทุกคนไม่ว่าศาสนาไหนก็ไปศึกษาประยุกต์หลักธรรมที่ได้รับการกล่อมเกลามาได้ ภายใต้การอยู่ร่วมกันที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการสอนตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
แต่มิทราบว่าผลเป็นเช่นไร หมายถึงการเสนอให้ทุนแก่ เด็กที่สนใจเรียน น่ะ..ข้าฯยังมิได้สอบถามดู...บางท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ..ไอ้ซุนปินนะมันเป็นใคร...อืม..ข้าฯยังไม่บอกท่านหรอกในตอนนี้...
ที่ข้าฯเล่ามานั่นก็เป็นกิจกรรมทางสังคมหนึ่งที่ แม่นางและบิดาของแม่นางทำ สำหรับมารดาของแม่นางก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว....ขอวกเข้าเรื่องหน่อยล่ะ..
จากคืนที่ทางคณะได้ไปชมการแสดงที่โรงละครพาราณสี รุ่งเช้าเราก็ทานอาหารเช้าที่โรงแรม
อาหารที่นี่มีแต่ผักเป็นหลัก หาประเภทเนื้อยาก...และรสชาติที่ผู้ไม่คุ้นเคยอาหารเหนือก็คงไม่ชอบแน่นอน
จากนั้นทางคณะของเราก็ไปเยี่ยมชมวัดที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ มีน้องๆเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศจีนร่วมเดินทางไปด้วย2คน และญาติพี่น้องแม่นางที่เดินทางมาจากไทยเพิ่มอีก3คน
วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา คือเราออกจากจิ่งหงข้ามสะพานแขวน(สะพานขึง2ระนาบ อืม..สะพานแขวนกับสะพานขึงนะมันต่างกันในทางวิศวกรรม นะ สะพานที่เราเรียกสะพานแขวนพระราม 9 ถ้าเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าสะพานขึงระนาบเดี่ยว) ข้าฯขอเรียกว่าสะพานแขวนก็แล้วกันเพราะมันเข้าใจง่ายดี
ข้ามสะพานมา ในความรู้สึกของข้าฯมันโล่งอกยังไงก็บอกไม่ถูก เมื่อออกมาเห็นทุ่งกว้าง
คือในตัวเมืองเชียงรุ้ง ก็เหมือนเมืองจีนใหญ่ๆทั่วๆไป มีแต่ตึกที่ไม่หลากหลายด้านสถาปัตยกรรม ส่วนใหญ่ก็รูปทรงแบบเดียวเป็นแท่งๆสูงๆแบบตึกแถวบ้านเรา แต่ยังดีว่าที่นี่ในเมืองมีต้นไม้เยอะหน่อย ก็ช่วยลดความอึดอัดลงได้มั่ง...
อากาศที่นี่ในเดือนเมษาฯอบอ้าวมาก ต่างจากที่คุนหมิง ที่เป็นเมืองอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของจีน คือหน้าหนาวก็ไม่หนาวเกินไป หน้าร้อนก็ไม่ร้อนเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยของคุนหมิงประมาณ 22- 25 องศาเซนเซียส
รถวิ่งผ่านที่โล่งชานเมือง เราก็จะมองเห็นหมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นใหม่มากมาย รัฐเป็นคนสร้าง
จนไปถึงเนินเขา
วัดแห่งนี้ เพิ่งจะสร้างเสร็จและเปิดให้ประชาชนเข้าชม ในเดือน กุมภาพันธ์ 2551 หรือก่อนคณะพวกข้าฯไป 2 เดือน เดิมทีก็เป็นวัดเก่า และมาบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ใช้เงินทุนประมาณ 3 พันล้านบาท
แม่นางที่ข้าฯกล่าวถึงก็เป็นผู้บริจาครายใหญ่ผู้หนึ่ง
ขึ้นไปบนวัดเราจะมองเห็นตัวเมืองเชียงรุ้งทั้งเมืองที่อยู่ไกลออกไป ภายในพระอุโบสถที่มีองค์พระพุทธรูปที่เป็นพระประธานนั้น ผนังกำแพงของพระอุโบสถก็วาดภาพไว้ได้อย่างสวยงาม
ด้านหน้าของวัดจะหันเข้าสู่ตัวเมืองจิ่งหง เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่หากเรามาที่เชียงรุ้งควรแวะมาเยี่ยมชม และสักการบูชา
สำหรับช่วงที่ข้าฯไป ก็มีชาว ฮั่น ชาวไทลื้อ และชนชาติอื่นๆ ไปเยี่ยมชมหนาตาพอสมควร และไปกราบไหว้ขอพรเนื่องในวันสังขาร หรือวันปีใหม่ ไท เรา
เราใช้เวลาที่วัด ราว 2 ชั่วโมง จากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวัน ก็ที่เดิมอีกแหละคือร้านอาหารไทลื้อที่ติดแม่น้ำโขงใกล้สะพาน
หลังจากนั้นก็แวะไปดูเขาจุดบ้องไฟและตลาดนัดของชาวบ้านที่จัดขึ้นในบริเวณนั้น แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะฝนตก มาปรอยๆ ก็เลยเปลี่ยนโปรแกรมกลับโรงแรมกัน
คืนนั้นเราแวะทานอาหารที่ร้านของญาติแม่นางท่านหนึ่ง และนั่งฟังแม่นางท่านนั้นขับเพลงไทลื้อ
แต่บรรยากาศก็ไม่เป็นใจเพราะ ฝนตก หนัก คือเป็นแบบสวนอาหารและมีสระน้ำ
วันนี้เป็นวันเกิดบิดาแม่นาง พอดี ก็เลยถือโอกาสฉลองวันเกิด และพอดีทางร้านเขาก็เตรียมเค้กวันเกิดไว้ให้
บิดาแม่นางดื่มเก่งมากและก็ดื่มทุกวันไม่เว้น แม้จะอายุมากแต่ดูไม่แก่เลย คนที่ดื่มหลักจึงมีแต่บิดาแม่นางกับข้าฯเท่านั้นในคณะที่เดินทาง ส่วนท่านพี่จะดื่มหนักไม่ได้เพราะเป็นโรคเบาหวานอยู่ สรุปแล้ววันนั้นข้าฯกับบิดานางดื่ม จอห์นนี่วอคเกอร์ บลูเลเบล 2 คนไปกว่าลิตร และจะต้อง ร้อง เซ่ยๆ ไปก็หลายสิบครั้ง
(ยังมีต่อ)
Tags:
Share
You need to be a member of THE LAND OF TAI to add comments!
Join this social network